|
|
|
|
 |
นิติปรัชญาของกฎหมายสำนักปฏิฐานนิยม 28 ธันวาคม 2547 14:08 น.
|
นิติปรัชญาของกฎหมายสำนักปฎิฐานนิยมนั้น เป็นการสอนและการศึกษาวิชานิติศาสตร์เพื่อทำให้รู้กฎหมายเป็น ซึ่งกฎหมายที่ว่านี้หมายถึงกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า "positive law" ซึ่งแปลว่ากฎหมายบ้านเมือง อันเป็นการศึกษาในสองส่วนคือ1 1)ในส่วนเนื้อหาของกฎหมายซึ่งเป็นการศึกษาตัวบทกฎหมายแขนงต่างๆ ไม่ว่ากฎหมายเอกชนหรือกฎหมายมหาชนที่เป็นบทบัญญัติลายลักษณ์อักษร หรือกฎหมายที่มีบ่อเกิดจากคำพิพากษาของศาล จารีตประเพณีหรือหลักกฎหมายทั่วไป และ 2) ในส่วนนิติวิธี คือวิธีคิดเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งนิติวิธีนี้แตกต่างกันไปตามประวัติภูมิหลังของกฎหมายแต่ละระบบ เช่นระบบกฎหมาย Common Law ของอังกฤษ-อเมริกาก็มีนิติวิธีแตกต่างจากนิติวิธีของระบบ Civil Law ซึ่งเป็นระบบกฎหมายของประเทศในภาคพื้นยุโรปรวมทั้งประเทศไทยด้วย เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดตามสำนักกฎหมายปฎิฐานนิยมในระบบ Civil Law ที่ประเทศไทยใช้เป็นหลักในกระบวนการยุติธรรมจะพบว่า การพิจารณาของศาลในกระบวนการยุติธรรมในระบบประมวลกฎหมายนั้น เป็นกรณีที่ศาลต้องพิจารณาตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความมั่นคงและแน่นอนของกฎหมาย แต่การใช้อำนาจของศาลที่ยึดบทบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัดนั้นก็อาจเกิดความไม่เหมาะสมกับประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากการตีความหรือการใช้กฎหมายที่เคร่ง ครัดจนเกินไปนั้นไม่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นอันส่งผลให้กระทบกระเทือนถึงความยุติธรรม หรือเกิดความยุติธรรมเป็นการเฉพาะกรณีได้ ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องอาศัยนิติวิธีตามระบบกฎหมาย Common Law ซึ่งศาลสามารถตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หรือ การวินิจฉัยคดีโดยอาศัยบรรทัดฐานในคดีก่อน หรืออาศัยจารีตประเพณีมาวินิจฉัยคดีของศาลได้ ประกอบกับการวินิจฉัยตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรตามระบบกฎหมาย Civil Law ประกอบกันจึงศาลจึงจะสามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายได้อย่างเสมอภาคกัน
ในกรณีที่ศาลสูงสุดวินิจฉัยโดยยึดหลักการตามนิติปรัชญาของสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมนั้น อาจเกิดกรณีความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายขององค์กรตุลาการขึ้นได้ มีปัญหาว่า คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสามารถถูกตรวจสอบได้หรือไม่ ถ้ามีปัญหาว่าคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถ้าพิจารณาจากมาตรา 233 ที่ได้แสดงหลักความชอบด้วยกฎหมายขององค์กรตุลาการว่าการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และในมาตรา 249 ได้กล่าวถึงผู้พิพากษาและตุลาการในวรรคแรกว่า ผู้พากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าศาลหรือตัวผู้พิพากษามีหน้าที่ต้องเคารพรัฐธรรมนูญและกฎหมาย2 ซึ่งหมายความว่าจะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยให้ขัดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายไม่ได้ หากเกิดความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยของศาลที่ยึดตามหลักการตีความอย่างเคร่งครัด และมาตรา 28 วรรคสองที่บัญญัติให้บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองสามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลได้ มาเพื่อเป็นการเสนอเรื่องความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้มีการตรวจสอบกันระหว่างองค์กรศาลด้วยกันได้ ในการแก้ปัญหานั้นจะเห็นได้ว่าตามระบบกฎหมายไทยนั้นไม่ใช่ระบบที่ศาลสามารถถูกตรวจสอบการกระทำในทางนิติบัญญัติได้ ดังนั้น ถ้าพิจารณาจากมาตรา 233 มาตรา 249 และมาตรา 28 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นว่าคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดน่าจะถูกตรวจสอบว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวไว้ในประเทศไทย ตามแนวทางของประเทศเยอรมันคือหากคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลขัดต่อรัฐธรรมนูญ คู่กรณีย่อมนำคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้
อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28 วรรคสองไม่ได้บัญญัติว่าให้มีการใช้สิทธิใดยังศาลใดในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีนี้จึงต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเยอรมันที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์เข้ามาตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวของคำพิพากษาของศาลสหพันธ์สูงสุดได้3 เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของเยอรมันจึงทำให้การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญขององค์กรตุลาการถูกตรวจสอบโดยรัฐธรรมนูญได้
จากนิติปรัชญาของกฎหมายสำนักปฏิฐานนิยมที่เคร่งครัดตามตัวบทของกฎหมายจนทำให้กระทบต่อความยุติธรรมหรือเป็นกรณีที่ขัดกับหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจาณาตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญเยอรมันจึงทำให้ความเคร่งครัดของการใช้อำนาจตุลาการที่ขัดกับหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญสามารถถูกตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น
1. ปรีดี เกษมทรัพย์,นิติปรัชญา,พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพ:โรงพิมพ์เดือนตุลา,2541)หน้า 40.
[กลับไปที่คำตอบ]
2. บวรศักดิ์ อุวรรโณ,กฎหมายรัฐธรรมนูญ คำบรรยายเนติ ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2544 หน้า 159.
[กลับไปที่คำตอบ]
3. บรรเจิด สิงคะเนติ,"หลักประกันสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 17 ตอน 2, 2538 หน้า 30-56.
[กลับไปที่คำตอบ]
|
|
|
|
 |
พิมพ์จาก http://www.public-law.net/view.aspx?ID=554
เวลา 3 พฤศจิกายน 2569 02:12 น.
Pub Law Net (http://www.pub-law.net)
|
|