หน้าแรก บทบรรณาธิการ
 
ครั้งที่ 271
14 สิงหาคม 2554 18:28 น.
ครั้งที่ 271
       สำหรับวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2554
       
       “ถ้าคิดจะนิรโทษกรรม.....”
       
       เมื่อวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการนิสิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการเนื่องในวันรพี หัวข้อ “นิรโทษกรรมทางการเมือง .... ทางออกหรือทางตัน !?” โดยมีวิทยากร 3 คนคือ รองศาสตราจารย์แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผม การเสวนาทางวิชาการดังกล่าวใช้เวลา 3 ชั่วโมงซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความสำคัญของหัวข้อ เนื่องจากผมเตรียมข้อมูลไปพูดและไม่มีโอกาสได้พูดให้ละเอียดจนจบ จึงขอนำข้อมูลเหล่านั้นมาเรียบเรียงเป็นบทบรรณาธิการครั้งนี้ครับ





เป็นที่ยอมรับกันทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนแล้วว่า รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นเหตุของความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ หลังรัฐประหาร มีการออกกฎระเบียบจำนวนมากโดยคณะรัฐประหาร รวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ที่แม้จะมีจำนวนเพียง 39 มาตรา แต่ก็ออกฤทธิ์ทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ตามมามากมาย ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและบรรดาประกาศ คำสั่งของคณะรัฐประหารนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ไปไกลจนถึงการยึดทรัพย์นักการเมือง นอกจากนี้ ยังเกิดการชุมนุมทางการเมืองอีกหลายครั้งจากหลายฝ่าย สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตของพลเรือนและข้าราชการทหารตำรวจ มีผู้ถูกจับกุมคุมขังจำนวนมาก มีการฟ้องร้องเป็นคดีความในศาลแทบจะทุกศาลอยู่ไม่น้อยกว่า 100 คดี เกิดความแตกแยกทางความคิดในหมู่ประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝาย ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
       ที่ผ่านมา มีเสียงเรียกร้องจากหลาย ๆ ฝ่ายให้ผู้ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันหันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างความสงบให้กับประเทศชาติ ในบรรดาข้อเสนอที่จะทำให้เกิดความสงบในประเทศชาติมีอยู่หลายแนวทางด้วยกัน รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ตั้ง “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)” ขึ้นมาเพื่อหาแนวทางในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศชาติ นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีแนวทางอีกแนวทางหนึ่งที่เสนอให้มีการ “นิรโทษกรรม” แต่แนวทางในการนิรโทษกรรมนั้นยังไม่มีความชัดเจนเท่าไรนักเพราะยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ จากทุก ๆ ฝ่าย นอกจากนี้ ความคิดในเรื่องนิรโทษกรรมที่ได้เสนอออกมาสู่สาธารณะนั้น ผู้เสนอก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร จะนิรโทษกรรมเรื่องอะไรหรือนิรโทษกรรมให้กับใครบ้าง ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เรื่องของการนิรโทษกรรมยังไม่มีความชัดเจนและก็ยังไม่มีคำตอบว่า จะทำได้หรือไม่ อย่างไร
       ในทางวิชาการนั้น มี 3 กรณีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อาจจะเรียกได้ว่าเป็นบทยกเว้นของความผิดก็ว่าได้ 3 กรณีที่ว่านี้ก็คือ การอภัยโทษ การนิรโทษกรรมและการล้างมลทิน การอภัยโทษ คือ การให้อภัยในโทษที่กำลังได้รับอยู่ การอภัยโทษจะเป็นการยกโทษให้ทั้งหมดคือไม่ต้องรับโทษที่ยังมีอยู่อีกต่อไปหรือจะเป็นการลดโทษบางส่วนให้ก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพฤติกรรมของแต่ละบุคคลที่กำลังรับโทษอยู่ การอภัยโทษใช้สำหรับกรณีคดีถึงที่สุดแล้วและบุคคลกำลังได้รับโทษอยู่ ส่วนการนิรโทษกรรม ได้แก่การทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ผลก็คือผู้ที่ทำผิดแล้วได้รับนิรโทษกรรมจะถือว่าผู้นั้นไม่เป็นผู้ที่ทำผิดและไม่ต้องได้รับโทษ สำหรับการล้างมลทินนั้น ก็คือการลบล้างมลทินที่มีอยู่อันเนื่องมาจากการได้รับโทษ เป็นการยกเลิกประวัติที่เคยได้รับโทษให้หมดไป
       ในประเทศไทยนั้น มีการอภัยโทษ การนิรโทษกรรมและการล้างมลทินเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่ในที่นี้จะขอนำมากล่าวถึงแต่เฉพาะเรื่องของการนิรโทษกรรมเท่านั้น ที่ผ่านมาเคยมีการนิรโทษกรรมมาแล้วร่วม 20 ครั้ง การนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นมีหลายเหตุผลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร เช่น พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ทำรัฐประหาร พ.ศ. 2490 หรือพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 การนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุมทางการเมือง เช่น พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน ซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2516 พ.ศ. 2516 พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 พ.ศ. 2521 หรือพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พ.ศ. 2535 หรือการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ทำการกบฏ เช่น พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล พุทธศักราช 2488 เป็นต้น
       ในส่วนของรูปแบบของการนิรโทษกรรมนั้น นอกจากการนิรโทษกรรมจะทำได้โดยการออกเป็นพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การนิรโทษกรรมยังสามารถเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญได้อีกด้วย ดังเช่นในการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มีการเขียนบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นการนิรโทษกรรมเอาไว้ในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ว่า “บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ของหัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงและแม้กระทั่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตราสุดท้ายคือมาตรา 309 ที่บัญญัติว่า “บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” ก็ถือได้ว่าเป็นบทบัญญัติที่มีผลเป็นการนิรโทษกรรมทั้งย้อนหลังและล่วงหน้าได้เช่นกัน
       ผลของการนิรโทษกรรมก็จะเป็นไปตามที่บัญญัติเอาไว้ในกฎหมายนิรโทษกรรม อย่างเช่น พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พ.ศ. 2535 ได้บัญญัติ “นิรโทษกรรมอย่างกว้าง” เอาไว้ในมาตรา 3 ว่า “บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 และได้กระทำในระหว่างวันดังกล่าว ไม่ว่าได้กระทำในฐานะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง” ในขณะที่ มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 พ.ศ. 2520 ก็ได้บัญญัติถึงการ “นิรโทษกรรมอย่างแคบ” คือนิรโทษกรรมเฉพาะการกระทำบางอย่างเอาไว้ว่า “บรรดาการกระทำอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรซึ่งได้กระทำระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 และบรรดาการกระทำอันเป็นความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเนื่องจากการกระทำอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรระหว่างวันดังกล่าว ทั้งนี้ไม่รวมถึงการกระทำอันเป็นความผิดต่อชีวิต ให้ถือว่าการกระทำนั้น ๆ ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ........”
       ทั้งหมดก็คือ บางส่วนของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการนิรโทษกรรมในช่วงเวลาที่ผ่านมาครับ
       
       กลับมาสู่ปัจจุบัน ผมไม่ทราบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเราทุกวันนี้นั้น ต้องการ “นิรโทษกรรม” หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม หากคำตอบสุดท้ายของการจบสิ้นปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของประเทศอยู่ที่การนิรโทษกรรม คำถามที่ตามมาก็คือ จะนิรโทษกรรมอะไรกันบ้าง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 5 - 6 ปีที่ผ่านมานั้นมีมากมายหลายอย่างเหลือเกินครับ
       ผมลองประมวลดูว่าจะต้องนิรโทษกรรมอะไรบ้างจากเสียงเรียกร้องของคนหลาย ๆ กลุ่มแล้ว พบว่า มีเรื่องใหญ่ ๆ ที่อยู่ในความต้องการที่จะให้มีการนิรโทษกรรม 3 เรื่องด้วยกันคือ การยุบพรรคการเมืองและการคืนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ เรื่องการคืนทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้ยึดทรัพย์จำนวนเจ็ดหมื่นหกพันล้านบาทเศษไปเมื่อต้นไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2550 และเรื่องสุดท้ายคือ เรื่องความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งในช่วงเวลา 5 - 6 ปีที่ผ่านมา
       ในเรื่องแรกคือ เรื่องการยุบพรรคการเมืองและการคืนสิทธิเลือกตั้งให้แก่กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบนั้น สามารถแยกพิจารณาได้เป็น 2 เรื่องย่อยคือ การยุบพรรคการเมืองและการคืนสิทธิเลือกตั้งให้แก่กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ โดยในเรื่องของการยุบพรรคการเมืองนั้น การนิรโทษกรรมคงไม่มีผลใด ๆ เกิดขึ้นเพราะพรรคการเมืองทั้งหลายก็ถูกยุบไปแล้วและบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองเหล่านั้นก็ได้ไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่กันไปหมดแล้ว การนิรโทษกรรมให้กับเรื่องการยุบพรรคการเมืองจึงไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เว้นไว้แต่ว่ายังมีคนอยากใช้ชื่อพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปครับ ! ส่วนการนิรโทษกรรมเพื่อคืนสิทธิเลือกตั้งให้แก่บรรดากรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบนั้น เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ที่ “เพิ่มโทษ” ให้กับพรรคการเมืองที่ถูกยุบว่า ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบมีกำหนด 5 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง และต่อมารัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ได้นำเอาการ “เพิ่มโทษ” ดังกล่าวไปบัญญัติไว้ในมาตรา 237 วรรคสองด้วย ดังนั้น หากจะนิรโทษกรรมเรื่องดังกล่าวก็สามารถทำได้ด้วยการออกเป็นกฎหมาย นิรโทษกรรมแต่ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า โทษของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ยังคงอยู่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งในเรื่องดังกล่าวก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากตลอดเวลาว่า โทษของการเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองทุกคนซึ่งอาจมีบางคนได้รับรู้หรือรู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเป็นการลงโทษที่รุนแรงและไม่ยุติธรรม ในเรื่องนี้เองที่ผมมีความเห็นว่า การนิรโทษกรรมคงเป็นประโยชน์เฉพาะผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำนวน 200 กว่าคนเท่านั้น แต่โทษและความผิดในเรื่องดังกล่าวก็ยังมีอยู่และยังอาจเกิดกับพรรคการเมืองอื่นและกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองอื่นได้ (รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย) ด้วยเหตุนี้เองที่หากจะแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวอย่างตรงจุด นอกเหนือไปจากการนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำนวน 200 กว่าคนแล้ว ยังอาจต้องทบทวนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวด้วยว่าสมควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกในอนาคต
       เรื่องต่อมาคือ เรื่องการนิรโทษกรรมเพื่อให้มีการคืนทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ในความเห็นส่วนตัว แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการทั้งหมดโดย คตส. ก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะถูกส่งต่อมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนนำไปสู่คำพิพากษายึดทรัพย์ แต่เมื่อการยึดทรัพย์ทำโดยคำพิพากษาของศาล ซึ่งมีทั้งโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายรองรับไว้ หากจะมีการนิรโทษกรรม ก็ต้องทำให้คำพิพากษาดังกล่าวสิ้นผลลง ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำเช่นนั้นจะส่งผลกระทบตามมามากมาย รวมทั้งยังอาจเป็นประเด็นต่อเนื่องไปในอนาคตด้วยหากเราออกกฎหมายมายกเลิกเพิกถอนคำพิพากษาของศาล ดังนั้น ในขณะนี้คงต้องเคารพผลของคำพิพากษาที่ออกมาครับ
       แต่อย่างไรก็ตาม หากจะต้องเอาทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคืนจริง ๆ ก็พอมีทางอยู่บ้าง แต่คงไม่สามารถกล่าวในที่นี้ได้เพราะอาจเกิดประเด็นใหม่ขึ้นมาเป็นข้อโต้เถียงซึ่งก็จะกระทบกับบรรยากาศของการปรองดองที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ครับ
       ส่วนเรื่องสุดท้ายคือ เรื่องการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุมและก่อความไม่สงบในช่วงเวลา 5 - 6 ปีที่ผ่านมานั้น ที่ดีที่สุดและถูกต้องเหมาะสมที่สุดก็คือ รอให้มีความชัดเจนก่อน ควรรอบทสรุปของการทำงานของ “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)” ก่อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้น ความจริงคืออะไร ใครผิด ใครถูก พูดกันง่าย ๆ ก็คือ ต้องมีข้อยุติ ต้องมีผู้รับผิดชอบ ต้องทราบว่าใครเป็นผู้ทำผิดและต้องทำความจริงให้ปรากฏก่อน มิฉะนั้นเรื่องของ “ชายชุดดำ” “ผู้ก่อการร้าย” หรือ “91 ศพ” ก็จะยังคงเป็นประเด็นที่เราสงสัยกันอยู่ต่อไปไม่รู้จบ เมื่อมีข้อยุติที่ชัดเจนแล้ว หาก คอป. เห็นว่าควรนิรโทษกรรม ก็ค่อยมาออกกฎหมายนิรโทษกรรมกันต่อไป ซึ่งก็ทำได้แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม เคยมีตัวอย่างของการนิรโทษกรรมลักษณะนี้มาแล้วคือ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 พ.ศ. 2521 เป็นกฎหมายที่ออกมาในปี พ.ศ. 2521 เพื่อนิรโทษกรรมให้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 - 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 โดยในคำปรารภของกฎหมายดังกล่าวก็ได้เขียนคำอธิบายเจตจำนงของการนิรโทษกรรมเอาไว้ดีมากคือ .........โดยที่ได้พิจารณาเห็นว่าการพิจารณาคดีเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้นได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้วและมีท่าทีว่ายืดเยื้อต่อไปอีกนาน ถ้าจะดำเนินคดีต่อไปจนเสร็จสิ้นก็จะทำให้จำเลยต้องเสียอนาคตในทางการศึกษาและการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่าการชุมนุมดังกล่าวก็ดี การกระทำอันเป็นความผิดทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้าในสถานการณ์ที่แท้จริงเพราะเหตุแห่งความเยาว์วัยและขาดประสบการณ์ของผู้กระทำความผิด ประกอบกับรัฐบาลนี้มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะให้เกิดความสามัคคีในระหว่างคนในชาติ จึงเป็นการสมควรให้อภัยการกระทำดังกล่าวนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิด ทั้งผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่และผู้ที่หลบหนีไปได้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกที่ควรและกลับมาร่วมกันทำคุณประโยชน์และช่วยกันจรรโลงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ....
        ทั้งหมดก็คือความเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่องของการนิรโทษกรรมและก่อนที่จะจบบรรณาธิการนี้ ก็ขอฝากไปยังรัฐบาลใหม่ด้วยว่า ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมนั้น รัฐบาลไม่ควรทำเองและไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะถือว่ามีส่วนได้เสียโดยตรง หากรัฐบาลยังยืนยันที่จะให้ คอป. ทำงานต่อไป ก็คงจะต้องขอให้ คอป. พิจารณาเลยไปถึงว่า เพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศควรมีการนิรโทษกรรมไหม นิรโทษกรรมใคร นิรโทษกรรมการกระทำใด เมื่อได้ข้อยุติที่ชัดเจนจาก คอป. แล้ว รัฐบาลจึงค่อยไปดำเนินการต่อตามข้อเสนอของ คอป. ต่อไปครับ
       
       ท้ายที่สุด ขอต้อนรับรัฐบาลใหม่ที่เป็นรัฐบาล “ของประชาชน” ผมหวังว่า รัฐบาลของประชาชนคงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด “เพื่อประชาชน” ครับ
       
       ในสัปดาห์นี้เรามีบทความมานำเสนอ 3 บทความด้วยกัน บทความแรกเป็นบทความเรื่อง “ความเห็นแย้งต่อคำสั่งศาลโลก 18 ก.ค. 2554 และข้อเสนอแนะ” ที่เขียนโดย ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บทความที่สองคือบทความเรื่อง “เมื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญลาออก” ที่เขียนโดย คุณวิปัสสนา ปัญญาญาณ บทความสุดท้ายเป็นบทความของคุณชำนาญ จันทร์เรือง ที่เขียนเรื่อง “วิจารณ์ร่าง พรบ.เชียงใหม่มหานครฯ” ผมขอขอบคุณเจ้าของบทความทั้งสามครับ
       
       พบกันใหม่วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2554
       
       ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์


 
 
     

www.public-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง wmpublaw@public-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt)ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.public-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544